บทที่ 23 คำสาบานใต้เงาจันทร์
ตอนที่ 23 : คำสาบานใต้เงาจันทร์
นับตั้งแต่เหตุการณ์เฉียดตายในคืนเทศกาลโคมไฟ ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ เยว่ซิน กลับดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
เสียงหัวเราะสดใสที่เคยดังก้องเรือนหายไป รอยยิ้มทะเล้นที่มักจะประดับบนใบหน้าหวานถูกแทนที่ด้วยความเงียบงัน นางมักจะขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเศร้าสร้อย
ในหัวของนาง... ฉายซ้ำแต่ภาพเหตุการณ์นั้นวนเวียนไม่จบสิ้น
ภาพศาลาวัดสีขาว... กลิ่นธูปควันเทียน... และเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของ แม่ ที่กอดโลงศพของนางเอาไว้ ภาพของ พ่อ ที่นั่งไหล่ตกเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก และ พี่ชาย ที่ยืนน้ำตาซึมมองรูปถ่ายหน้าศพของเธอ
(แม่จ๋า... หนูขอโทษ...)
ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจจนเจ็บหนึบ ยิ่งคิดว่าตัวเองตายไปแล้วจริงๆ ในโลกนั้น และทิ้งให้คนที่รักต้องจมอยู่กับความทุกข์ นางก็ยิ่งอยากจะกลับไป... อยากกลับไปกอดพวกเขา อยากกลับไปบอกว่าหนูยังอยู่ตรงนี้
"เยว่ซิน..."
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นที่หน้าประตู ปลุกให้นางตื่นจากภวังค์อันเจ็บปวด
เยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย รีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่หางตา แล้วสูดหายใจลึก ปั้นหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มบางๆ ให้ผู้มาเยือน
"ท่านอ๋อง..."
จวิ้นอวี้ เดินเข้ามาในห้องพร้อมถาดวางถ้วยยาบำรุงที่ส่งกลิ่นหอมฉุน สายตาคมกริบของเขากวาดมองใบหน้าที่ดูซูบซีดและรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาของนางด้วยความปวดใจ
เขารู้... ว่าภายใต้ท่าทีสงบนิ่งนั้น นางกำลังซ่อนความลับและความเจ็บปวดบางอย่างเอาไว้ (เรื่องที่เขาแอบได้ยินวันนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว) แต่เขาเลือกที่จะไม่คาดคั้น
"ได้เวลาดื่มยาแล้ว" เขาเดินมานั่งลงข้างๆ ตักยาขึ้นเป่าเบาๆ แล้วยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากนาง "อ้าปากสิ"
เยว่ซินยอมอ้าปากรับยาขมๆ นั้นลงคออย่างว่าง่าย ไม่มีการอิดออดหรือบ่นเหมือนเมื่อก่อน ความว่าง่ายของนางยิ่งทำให้จวิ้นอวี้รู้สึกใจหาย
"ขมหรือไม่?" เขาถามพลางหยิบก้อนน้ำตาลส่งให้
"ไม่เพคะ... ข้าสบายดี" นางตอบเสียงเบา หลบสายตาเขา "ขอบคุณท่านอ๋องที่เป็นห่วง"
จวิ้นอวี้วางถ้วยยาลง เขาเอื้อมมือไปกุมมือนางไว้ บีบเบาๆ เพื่อเรียกสติ
"เยว่ซิน... เจ้าอุดอู้อยู่แต่ในห้องมาหลายวันแล้วนะ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "คืนนี้... เตรียมตัวให้พร้อม ข้าจะพาเจ้าไปที่ที่หนึ่ง"
เยว่ซินเงยหน้ามองเขาด้วยความแปลกใจ
"ไปไหนหรือเพคะ?"
"ความลับ" จวิ้นอวี้ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาเป็นประกายอบอุ่น "แต่ข้ารับรองว่าเจ้าจะต้องชอบ... และมันอาจจะทำให้เจ้ายิ้มออกมาจากใจจริงได้บ้าง"
เยว่ซินนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง... การออกไปข้างนอก ไปสูดอากาศ เปลี่ยนบรรยากาศ อาจจะดีกว่าการนั่งจมอยู่กับความคิดถึงบ้านที่ไม่มีทางออกในห้องสี่เหลี่ยมนี้
"เพคะ..." เยว่ซินพยักหน้าตอบรับ "ข้าจะไป"
จวิ้นอวี้ยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบาๆ ด้วยความเอ็นดู หวังลึกๆ ว่าสิ่งที่เขาเตรียมไว้คืนนี้ จะช่วยรั้งหัวใจดวงน้อยที่กำลังคิดจะโบยบินหนีไป ให้กลับมาอยู่กับเขาที่นี่... ตลอดไป
ณ หอชมดาว ยามอาทิตย์อัสดง
รถม้าของท่านอ๋องแล่นมาหยุดอยู่ที่ตีนเขาหลังพระราชวัง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "หอชมดาว" หอคอยโบราณทรงแปดเหลี่ยมที่สร้างจากหินศิลาแลง สูงตระหง่านเสียดฟ้าขึ้นไปราวกับจะเอื้อมคว้าดวงดารา ยอดหอคอยเป็นลานเปิดโล่งไร้หลังคา มีเพียงระเบียงหินสลักลวดลายกลุ่มดาวล้อมรอบ พร้อมด้วยเครื่องมือดาราศาสตร์ทองเหลืองโบราณตั้งเรียงราย
จวิ้นอวี้จูงมือเยว่ซินให้เดินตามเขาขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด
ภาพเบื้องหน้าทำเอาเยว่ซินต้องกลั้นหายใจ ท้องนภายามเย็นกำลังถูกระบายด้วยสีส้มอมทอง ตัดกับสีม่วงครามของราตรีที่กำลังคืบคลานเข้ามา ดวงอาทิตย์ดวงโตกำลังค่อยๆ ลาลับขอบฟ้าตรงเหลี่ยมเขา สาดแสงสุดท้ายอาบไล้ทั่วเมืองหลวงให้กลายเป็นสีทองอร่าม
"หนาวไหม?"
จวิ้นอวี้เดินเข้ามาซ้อนหลังนาง วงแขนแกร่งโอบกอดเอวบางไว้หลวมๆ แล้วเกยคางลงบนไหล่มนของนาง ซึมซับไออุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผม
"ไม่เพคะ..." เยว่ซินตอบเสียงเบา ปล่อยตัวพิงอกกว้างของเขาอย่างลืมตัว
ทั้งสองยืนดูดวงอาทิตย์ค่อยๆ จมหายไปพร้อมกัน... ทันทีที่ความมืดเข้าปกคลุม แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ก็ถูกแทนที่ด้วยแสงไฟนับหมื่นดวงจากโคมไฟในเมืองหลวงเบื้องล่าง
มันสว่างไสวระยิบระยับราวกับมีใครทำอัญมณีหกเรี่ยราดลงบนผืนกำมะหยี่สีดำ ทะเลโคมไฟทอดยาวสุดลูกหูลูกตา สะท้อนกับผิวน้ำในแม่น้ำจนเกิดเป็นประกายวิบวับงดงามจับตา
"สวยเหลือเกิน..." เยว่ซินรำพึงออกมา แววตาเป็นประกายสะท้อนแสงไฟ พอได้มองจากบนหอคอยนี้ เมืองหลวงแห่งนี้ช่างงดงาม... สวยเกินกว่าภาพวาดใดๆ จะบรรยายได้หมด
จวิ้นอวี้กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด
"ข้าหวังว่าความงามนี้... จะรั้งเจ้าไว้ได้" เขากระซิบข้างหูนางเสียงทุ้ม "ข้าอยากให้เจ้าอยู่ที่นี่... มองดูความงามนี้กับข้าตลอดไป"
คำพูดของเขาทำให้หัวใจของเยว่ซินกระตุกวูบ นางค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา...
ภายใต้แสงจันทร์และแสงโคมไฟที่ส่องสลัว ใบหน้าหล่อเหลาของจวิ้นอวี้ดูอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรักอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่สายตาของเขาสื่อความหมายทุกอย่างชัดเจน
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบและเป็นใจเหลือเกิน... จวิ้นอวี้ค่อยๆ โน้มหน้าลงมา เยว่ซินหลับตาพริ้มรอรับสัมผัส
ริมฝีปากหยักประทับลงบนริมฝีปากบางของนางอย่างแผ่วเบา... ไม่ใช่จูบที่เร่าร้อนหรือเรียกร้องอย่างคืนก่อนๆ แต่เป็นจูบที่ "อ่อนโยน" ทะนุถนอม และลึกซึ้ง ราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกรักทั้งหมดในหัวใจของเขาผ่านไปสู่ใจของนาง
เนิ่นนานกว่าเขาจะถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง เขาจับมือนางขึ้นมาวางทาบลงบนอกข้างซ้ายของเขา... ให้ฝ่ามือเล็กสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นและมั่นคง
"เยว่ซิน..." เขามองตานาง นัยน์ตาฉายแววตั้งใจจริง
"ข้าสัญญากับเจ้า... ข้าจะให้เจ้าเป็นสตรีที่มีความสุขที่สุดในใต้หล้า จะไม่มีใครหน้าไหน... แม้แต่สวรรค์หรือนรก... มารังแกเจ้าได้อีก"
เยว่ซินยิ้มออกมาทั้งน้ำตาที่คลอเบ้า เป็นรอยยิ้มที่ทั้งสุขและเศร้า
(คนบ้า... ยิ่งท่านทำดีกับข้ามากเท่าไหร่... หัวใจข้าก็ยิ่งหวั่นไหวมากเท่านั้น ถ้าวันหนึ่ง... ข้าเผลอรักผู้ชายตรงหน้าขึ้นมาจริงๆ ข้าจะทำอย่างไร? ข้าจะตัดใจทิ้งเขาไปได้ลงคอหรือ?)
เยว่ซินพยายามเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อกลบเกลื่อนความสับสน นางหันไปมองรอบๆ แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานหอคอย
"ที่นี่มีต้นไม้ด้วยเหรอเพคะ?"
มันคือต้นไม้โบราณขนาดใหญ่ ลำต้นบิดเกลียวสวยงาม แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ แต่ที่น่าแปลกคือมันถูกปลูกอยู่ใน กระถางหยกขนาดมหึมา ใบไม้สีเงินยวงส่องประกายล้อแสงจันทร์ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์
"ใช่..." จวิ้นอวี้ตอบ พลางจูงมือนางเดินเข้าไปใกล้ "นี่คือ 'ต้นวาสนาบรรพกาล' เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีเพียงต้นเดียวในแผ่นดิน... เอาไว้ให้คนในราชวงศ์ใช้เขียนป้ายอธิษฐานขอพร"
"ขอพรเหรอเพคะ?"
"อืม... ว่ากันว่าหากคู่รักคู่ใดเขียนชื่อผูกติดกันแล้วโยนขึ้นไปแขวนบนยอดไม้ได้... คำอธิษฐานนั้นจะเป็นจริง"
จวิ้นอวี้เดินไปหยิบ "ป้ายไม้จันทน์หอม" และพู่กันที่วางเตรียมไว้บนแท่นบูชา
เขาจรดปลายพู่กันเขียนชื่อของเขา 'จวิ้นอวี้' และชื่อของนาง 'เยว่ซิน' ลงไปอย่างบรรจง แล้วนำเชือกสีแดงมาร้อยผูกป้ายทั้งสองเข้าด้วยกันจนแน่นหนา
"ท่านอ๋องเขียนขอพรอะไรเพคะ?" เยว่ซินชะโงกหน้าจะไปดู
"ไม่บอก..." จวิ้นอวี้ยิ้มเจ้าเล่ห์ รีบเบี่ยงตัวหลบไม่ให้นางเห็นข้อความอีกด้านของป้าย "บอกไปเดี๋ยวไม่ขลัง"
เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ตั้งจิตอธิษฐานอย่างแรงกล้า ก่อนจะโยนป้ายคู่นั้นขึ้นไปบนยอดไม้
ฟึ่บ!
ด้วยวรยุทธ์ที่แม่นยำ ป้ายไม้นั้นลอยละลิ่วขึ้นไปพันเกี่ยวยึดติดกับกิ่งไม้ที่สูงที่สุดและแข็งแรงที่สุดอย่างแน่นหนา ไม่มีวันตกลงมา
เยว่ซินมองตามตาแป๋ว "ขอให้ท่านสมปรารถนานะเพคะ"
จวิ้นอวี้ยิ้มบางๆ ดึงนางเข้ามากอดแนบอกอีกครั้ง ลูบศีรษะนางเบาๆ
"มันต้องสมปรารถนาแน่นอน..."
โดยที่เยว่ซินไม่มีวันได้รู้เลยว่า... ข้อความที่ซ่อนอยู่ด้านหลังป้ายไม้นั้น ไม่ใช่คำขอพรเพื่อความสุข หรือความร่ำรวย
แต่มันคือคำสาบานที่เขียนด้วยลายมือหนักแน่นดั่งเหล็กกล้า
'ขอพันธนาการวิญญาณของนางไว้ข้างกายข้า... ชั่วกาลปาวสาน'
'ไม่ว่านางจะมาจากที่ใด... นางจะไม่มีวันได้กลับไป... ตราบชั่วชีวิตจะหาไม่'
